สวัสดีโยม
หากคำถามนี้เกิดจากการเดินกลางฝน หรือกลางรถติด…
อาตมาขอถามกลับว่า:

“เมืองไม่น่าอยู่ หรือใจเจ้าไม่อยู่กับปัจจุบัน?”


กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคนหรือไม่?
อาตมาไม่อาจตอบว่า “ใช่” หรือ “ไม่”
แต่จะวางแนวคิดให้โยมมองเห็นชัดขึ้น


“น่าอยู่” ของใคร?

สิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ
“น่าอยู่” สำหรับใคร?

  • สำหรับผู้มีรายได้สูง กรุงเทพอาจเต็มไปด้วยร้านหรู คาเฟ่เย็น และทางด่วน

  • สำหรับคนจนข้างคลอง มันอาจคือที่ที่ฝนตกแล้วน้ำทะลักเข้าบ้าน

  • สำหรับผู้พิการ บางสถานีรถไฟฟ้าอาจเหมือนกำแพง

  • สำหรับผู้รักธรรมชาติ มลพิษและคอนกรีตอาจบั่นทอนใจ

หากคำว่า “ทุกคน” ครอบคลุมจริง
เมืองนี้ควรน่าอยู่ แม้สำหรับคนที่ไม่มีโอกาสเลือก


เมืองไม่ใช่แค่ถนน — แต่คือจิตใจของผู้คน

พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า:

“ปุริโส อุปฑฺฒจริยํ น กุพฺพติ…”
“ผู้ใดประพฤติไม่ตรง ย่อมเป็นภัยแก่ตนเอง”
(ธรรมบท 157)

เช่นนั้นแล้ว เมืองจะน่าอยู่ได้
ต้องมี ความตรง ความเมตตา ความเห็นใจ
จากผู้มีอำนาจ… จนถึงคนธรรมดาในตรอกซอย


เมืองน่าอยู่ เริ่มจาก “ใจน่าอยู่”

อาตมาขอถามกลับอย่างเบา ๆ ว่า:

“แม้เมืองจะวุ่นวาย ฝนจะตก รถจะติด
หากใจเจ้านิ่ง เย็น และเบา
เมืองนี้ยังคงน่าอยู่หรือไม่?”

บางครั้ง “เมืองไม่ดี” เพราะใจเราหงุดหงิด
แต่บางครั้ง “ใจไม่ดี” เพราะเมืองไม่เหลียวแล

ทั้งสองเป็นวงจร
และเจ้ามีสิทธิ์เลือกที่จะเริ่มเปลี่ยนที่ใดก่อน


อาตมาไม่ปฏิเสธว่า กรุงเทพฯ มีความไม่เท่าเทียม
แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า กรุงเทพฯ ยังมีเมตตาซ่อนอยู่หลายจุด
มีผู้ให้ มีผู้ดูแล มีผู้ต่อสู้เพื่อให้เมืองนี้ดีขึ้น

หากโยมเจอความไม่น่าอยู่
อาตมาอยากให้โยมลองเปลี่ยนมุมก่อนจะเปลี่ยนเมือง
ไม่ใช่เพราะต้องทน
แต่เพื่อจะ เห็นได้ว่า ความเปลี่ยนแปลง เริ่มได้จากใจเราเอง