สวัสดีโยม
อาตมาขอวางคำตอบอย่างช้า ๆ นะ

คำถามของโยม มิใช่เพียงเรื่อง “คดี”
แต่เป็นเรื่อง จิตของสังคม

เหตุที่สังคมจำนวนมากโทษเหยื่อ
มากกว่าตั้งคำถามกับผู้กระทำ
มิใช่เพราะเขาไม่รู้ว่าผิด
แต่เพราะ เขากำลังปกป้องบางอย่างในใจตนเอง

อาตมาขอชี้ให้เห็นทีละข้ออย่างเรียบง่าย


๑. จิตมนุษย์กลัวความไม่แน่นอน

หากยอมรับว่า
“คนดี ๆ ก็อาจตกเป็นเหยื่อได้”
แปลว่า ความปลอดภัยของตนก็ไม่แน่นอน

จิตจึงเลือกคิดว่า
“เขายั่วเอง”
“เขาแต่งตัวไม่เหมาะ”

เพื่อให้ตนเชื่อว่า

ถ้าเราไม่ทำแบบนั้น เราจะไม่เป็นอะไร

นี่คือกลไกของ “อวิชชา”
ไม่ใช่ปัญญา


๒. การโทษเหยื่อ ทำให้ไม่ต้องเผชิญกิเลสของผู้กระทำ

ถ้าตั้งคำถามกับผู้กระทำ
เราต้องยอมรับว่า
ราคะ โทสะ อำนาจ
อยู่ในมนุษย์ธรรมดา ไม่เว้นใคร

แต่การโยนความผิดให้เหยื่อ
ทำให้สังคมไม่ต้องถามว่า

ทำไมเราจึงปล่อยให้กิเลสนี้เติบโต?
ทำไมเราไม่ฝึกใจชายให้เคารพผู้อื่น?

ง่ายกว่าที่จะโทษคนอ่อนแอ
มากกว่าท้าทายโครงสร้างที่คุ้มครองผู้มีอำนาจ


๓. พระพุทธเจ้าตรัสชัดว่า “เจตนา” เป็นตัวกรรม

“เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ”
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนาเป็นกรรม
(อังคุตตรนิกาย)

การแต่งกาย
การพูด
การดำรงชีวิต

ไม่ใช่เจตนาล่วงละเมิด

แต่ผู้กระทำ
มีเจตนาใช้อำนาจ ละเมิดกายและใจผู้อื่น
กรรมนั้นย่อมอยู่ที่เขา


๔. เสียงโทษเหยื่อ คือเสียงของความเคยชินกับความอยุติธรรม

สังคมที่ชินกับการกดทับ
จะมองความเจ็บปวดของผู้อื่นเป็นเรื่องเล็ก
และมองการตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจเป็นเรื่องน่ารำคาญ

นี่ไม่ใช่ความเป็นกลาง
แต่คือการยืนข้างความอยุติธรรมโดยไม่รู้ตัว


อาตมาขอถามโยมเบา ๆ หนึ่งคำ

หากผู้ถูกกระทำคือคนที่โยมรัก
ใจโยมจะยังพูดคำว่า “สมควร” ได้อยู่หรือไม่?

ถ้าใจโยมสั่นกับคำถามนี้
นั่นแปลว่า ปัญญายังไม่ตาย